ทีมนักสัตววิทยาจากมหาวิทยาลัยเอตเวิซโลแรนด์ (Eötvös Loránd University)ของฮังการี ตีพิมพ์รายงานการค้นพบในวารสาร Journal of Zoology ฉบับล่าสุด โดยได้เผยผลการติดตามศึกษาประชากรตัวโอล์มในถ้ำแห่งหนึ่งของภูมิภาคเฮอร์เซโกวีนา ซึ่งพบว่าบรรดาตัวโอล์มที่เคยถูกจับมาทำเครื่องหมายไว้เมื่อหลายปีก่อน ได้เคลื่อนที่ไปจากจุดเดิมที่เคยอยู่โดยเฉลี่ยไม่ถึง 10 เมตร
ทีมผู้วิจัยยังพบตัวโอล์มตัวหนึ่งที่นอนนิ่งไม่ไหวติงได้นานเป็นพิเศษ โดยไม่ขยับเขยื้อนไปจากจุดเดิมที่เคยพบ
นานถึง 7 ปี ทั้งที่มันยังมีชีวิตอยู่ ไม่ได้เจ็บป่วย และไม่ได้อยู่ในภาวะจำศีลแต่อย่างใด
ตามปกติแล้วตัวโอล์มนั้นสามารถจะมีอายุยืนยาวได้ถึงร้อยปี เนื่องจากอาศัยอยู่ในธารน้ำของถ้ำมืดที่ไม่มีสัตว์นักล่าปะปนอยู่ด้วย ตัวโอล์มยังอดอาหารได้นานหลายปีและใช้ชีวิตแบบเชื่องช้า
ภาพตัวโอล์มบางตัวไม่ขยับเขยื้อนไปจากจุดเดิมที่มันอาศัยอยู่นานถึง 7 ปี
ทีมผู้วิจัยบอกว่า สิ่งเดียวที่ทำให้ตัวโอล์มเคลื่อนที่ออกจากจุดที่มันเคยอยู่ได้ คือการไปหาคู่ผสมพันธุ์
ซึ่งจะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวทุก 12.5 ปี
ถ้ำที่ตัวโอล์มเหล่านี้อาศัยอยู่ ไม่ค่อยจะมีอาหารอุดมสมบูรณ์มากนัก แต่นานทีปีหนพวกมันก็จะกินสัตว์น้ำมีเปลือกหุ้มตัวเล็ก ๆ เช่นกุ้งฝอย หอยทาก หรือกินแมลงในบางครั้ง
ดร. เกรเกรี บอลาซ ผู้นำทีมวิจัยบอกว่า "แม้พวกมันแทบจะไม่ทำอะไรเลย แต่การติดตามศึกษาสัตว์ประเภทนี้ก็มีความสำคัญมาก"
"ระบบนิเวศในถ้ำที่มีธารน้ำไหลนั้น ช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจใหม่ ๆ เกี่ยวกับเรื่องวิวัฒนาการและแนวทางการอนุรักษ์ธรรมชาติได้ดี ไม่แน่ว่าเราอาจใช้ตัวโอล์มเป็นดัชนีชี้วัดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากกิจกรรมของมนุษย์ ซึ่งอาจทำให้แหล่งน้ำจืดในถ้ำและใต้ดินเปลี่ยนแปลงไปได้"
ทีมผู้วิจัยบอกว่า สิ่งเดียวที่ทำให้ตัวโอล์มเคลื่อนที่ออกจากจุดที่มันเคยอยู่ได้ คือการไปหาคู่ผสมพันธุ์
ซึ่งจะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวทุก 12.5 ปี
ถ้ำที่ตัวโอล์มเหล่านี้อาศัยอยู่ ไม่ค่อยจะมีอาหารอุดมสมบูรณ์มากนัก แต่นานทีปีหนพวกมันก็จะกินสัตว์น้ำมีเปลือกหุ้มตัวเล็ก ๆ เช่นกุ้งฝอย หอยทาก หรือกินแมลงในบางครั้ง
ดร. เกรเกรี บอลาซ ผู้นำทีมวิจัยบอกว่า "แม้พวกมันแทบจะไม่ทำอะไรเลย แต่การติดตามศึกษาสัตว์ประเภทนี้ก็มีความสำคัญมาก"
"ระบบนิเวศในถ้ำที่มีธารน้ำไหลนั้น ช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจใหม่ ๆ เกี่ยวกับเรื่องวิวัฒนาการและแนวทางการอนุรักษ์ธรรมชาติได้ดี ไม่แน่ว่าเราอาจใช้ตัวโอล์มเป็นดัชนีชี้วัดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากกิจกรรมของมนุษย์ ซึ่งอาจทำให้แหล่งน้ำจืดในถ้ำและใต้ดินเปลี่ยนแปลงไปได้"

